ยกเครื่องครั้งใหญ่กันไปแล้ว สำหรับโครงการ “สปอร์ตฮีโร่”


ยกเครื่องครั้งใหญ่กันไปแล้ว สำหรับโครงการ “สปอร์ตฮีโร่” ของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยในปีงบประมาณ 2560 จะมีการปรับโฉม เปลี่ยนแนวทางการดำเนินการกันใหม่

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการกีฬาจังหวัด “สปอร์ตฮีโร่” ครั้งล่าสุด ที่ประชุมได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อย

จากเดิม ที่จะนำนักกีฬาที่มีความสามารถสูงและมีผลงานในการแข่งขันระดับชาติ เข้าสู่โครงการ และนำมาพัฒนาเพื่อเป็นทีมชาติ

แต่จากนี้จะปรับเปลี่ยนเป็นการสร้างฐานนักกีฬาจากการแข่งขันชิงแชมป์ในระดับจังหวัด นักกีฬาท่ีมีโครงสร้างร่างกายที่ดี และเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้นๆ ไม่เป็นนักกีฬาที่อยู่ในสังกัดโรงเรียนกีฬาต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณ ในการสนับสนุนจากภาครัฐ

แบ่งเป็นรุ่นอายุ 10-12 ปี 13-15 ปี และ 16-18 ปี

นำมาพัฒนาทั้งในด้านทักษะและเทคนิค นำเอากระบวนการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ตั้งแต่ระดับเยาวชน เพื่อเป็นฐานในการพัฒนานักกีฬาระดับชาติ ซึ่งนักกีฬาเป็นหน้าใหม่

เพื่อให้มีนักกีฬาหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง รองรับให้สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย สโมสรต่างๆ นำไปพัฒนาในระดับสูงต่อไป

โดยกีฬาในโครงการจะเป็นกีฬาบุคคลในโอลิมปิกเกมส์ 16 กีฬา คือ ว่ายน้ำ, กรีฑา, แบดมินตัน, มวยสากล, จักรยาน, กอล์ฟ, ยูโด, เทเบิลเทนนิส, เทควันโด, เทนนิส, ยกน้ำหนัก, มวยปล้ำ, วอลเลย์บอลชายหาด, เรือพาย, ยิมนาสติก และยิงธนู

ภายใต้งบประมาณ 100 ล้านบาท

สำหรับเหตุผลหลักๆ ที่ต้องมีการเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินการ “บิ๊กเสือ” สกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการ กกท. ระบุเอาไว้อย่างน่าสนใจ

เดิม กกท. ไปดึงเด็กที่มีผลงานโดดเด่นจากการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ เยาวชนแห่งชาติ เข้าโครงการสปอร์ตฮีโร่

แต่เยาวชนเหล่านี้ส่วนใหญ่ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นนักกีฬาของโรงเรียนกีฬาต่างๆ เป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น

นับจากนี้ กกท. จะจัดการแข่งขันกีฬาเพื่อคัดเลือกนักกีฬาสปอร์ตฮีโร่ใหม่เองทั้งหมด

คัดเอามาจากจังหวัดต่างๆ คัดระดับจังหวัด ระดับภาค และคัดส่วนกลาง เพื่อสุดท้ายจะคัดเลือกนักกีฬาสปอร์ตฮีโร่เข้าสู่โครงการ

หรือจะให้เข้าใจง่ายๆเลย ก็ต้องบอกว่า ที่ผ่านมา กกท. มีความต้องการสร้างนักกีฬาเพื่อให้ต่อยอดไปสู่เกมนานาชาติ แต่เป็นการสร้างนักกีฬาในกลุ่ม ที่หน่วยงานอื่นๆก็สร้างอยู่ด้วยเช่นกัน

เป็นตัวละครกลุ่มเดิมๆ ที่รับเงินงบประมาณจากหลายทาง

กกท.เห็นว่าหากทุ่มเงินลงไป เหมือนช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็เกรงว่าจะเกิดความซ้ำซ้อน และไม่เกิดผลอย่างที่ควรจะเป็น

จึงต้องการหันมาสร้างนักกีฬาอีกกลุ่ม ที่เป็นดาวรุ่งอย่างแท้จริง มองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่า

ตรงนี้ ส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะหากทำแบบเดิมก็จะเป็นการเสียเวลา และงบประมาณ ไปเปล่าๆ สู้หาแนวทางใหม่อย่างนี้เหมาะสมกว่า

แต่อยากเสนอไว้เล็กน้อย ในเมื่อแนวทางเปลี่ยน ชื่อโครงการก็ควรเปลี่ยนให้สอดรับกันไปด้วย

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ป้องกันความสับสน...

Comments