ลองอ่าน ! JK Rowling ออกมาว่าคนเป็นไลฟ์โค้ช ช่วงกักตัว


เมื่อวานใครตาม Twitter ของ JK Rowling บ้าง ที่เขาออกมาด่าคนเป็นไลฟ์โค้ชอะ ผมว่าน่าสนใจดีนะ คือ ช่วงนี้หลายๆคนถ้าตามเพจของไลฟ์โค้ช หรือ คนที่ชอบทำ Content แนวให้กำลังใจคนอื่นนั้นน่าจะเห็นคำพูดประเภทว่า ถ้าหมดเคอร์ฟิวเมื่อไรคุณยังไม่มีอาชีพเสริม ยังไม่มีทักษะใหม่ๆ ยังไม่ได้เรียนภาษาใหม่ๆ

** JK Rowling คือ นักแต่งนิยายเจ้าของผลงาน Harry Potter



หรือไม่ได้พัฒนาตัวเองเพิ่มเติมระหว่างที่หยุดงานเพราะเคอร์ฟิว กักตัวอยู่บ้านในช่วงนี้ “คุณจะเป็นคนขี้แพ้” ผ่านๆตากันมาบ้าง ตามสไตล์วิธีการให้กำลังใจของคนที่ทำอาชีพไลฟ์โค้ช ที่มักจะใช้วิธีพูดแบบกระทบจิตใจเพื่อให้คนฟังรู้สึกถูกกระตุ้นความคิด อะไรทำนองนั้น

โดย JK Rowling นั้นโกรธมากกับคนที่มีความคิดแบบนี้เพราะมันทำให้จิตใจคนมีสภาวะสับสนอย่างรุนแรงและรังแต่จะสร้างผลทางลบให้แก่จิตใจคนฟัง-คนอ่าน คนที่เป็นมีภาวะเครียดอยู่ก่อนแล้วกับปัญหาทางเศรษฐกิจ และสุขภาพก็จะยิ่งรู้สึกถูกกดดันหนักเข้าไปอีก

JK ได้เขียนทวิตของเธอไว้ 3 อันใหญ่ๆดังนี้

“คนที่เป็นไลฟ์โค้ชแล้วกำลังพยายามแปะป้ายว่าคนที่ไม่สามารถหารายได้เสริม เรียนรู้ทักษะใหม่ๆได้ในช่วงเคอร์ฟิว หรือช่วงกักตัวอยู่บ้านนั้นคือพวกขี้แพ้อ่อนแอนั้น ควรเลิกทำแบบนั้นซะ คนแต่ละคนมีปัญหาในชีวิตและอุปสรรคที่แตกต่างกัน คุณไม่ลองมาเป็นเขาคุณไม่รู้หรอก บางอย่างในชีวิตมันก็ยากและหนักหนาสาหัสพอแล้ว”

อีกอันหนึ่งคือ “การเที่ยวไปด่าคนอื่นว่าขี้เกียจ หรือ ขาดความกระตือรือร้นจากการไม่เอาเวลาว่างช่วงเคอร์ฟิวหรือช่วงกักตัวมาพัฒนาตัวเองในสภาวะแบบนี้ไม่ใช่การสร้างแรงบันดาลใจ มันคือการดูถูกเหยียดหยาม ถ้าวิธีนี้ของพวกไลฟ์โค้ชมันสามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ โลกนี้คงไม่มีใครฆ่าตัวตาย”

JK ยังเน้นย้ำอีกด้วยว่าความเศร้าและความวิตกกังวลไม่ใช่จุดอ่อน มันเป็นกลไกพื้นฐานของมนุษย์ในการตอบสนองต่อความยากลำบากและความอันตรายในชีวิต สิ่งที่พวกเราควรทำคือ อนุญาตให้ตัวเองได้ปล่อยอารมณ์ออกมา อย่าหลอกตัวเอง “Allowing ourselves to feel what we feel”

แล้วทำความเข้าใจกับตัวเองให้ดีว่าเรามีเหตุผลที่จะมีอารมณ์ความรู้สึกแบบนั้น แบบนี้จะช่วยให้สุขภาพจิตดีมากกว่าการทรมานตัวเอง ฝืนหักโหมในสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ เราเป็นคนธรรมดาๆเหมือนกันหมดไม่มีใครเป็นยอดมนุษย์ ไม่ใช่ Superman กันสักหน่อย

ผมเห็นด้วยกับ JK Rowling นะ ถึงแม้ผมจะไม่เคยอ่านนิยายของ JK ก็ตาม แต่การที่ไลฟ์โค้ชออกมาพูดจาเท่ๆเอาหล่อ ว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ให้สำเร็จในช่วงการกักตัว ใครไม่ทำคือคนขี้เกียจ หรือกระจอกขี้แพ้อะไรนี้ มันเป็นคำแนะนำที่ขาดออกจากความเป็นจริงมาก

คนที่หยุดอยู่บ้าน หรือ กักตัวอยู่บ้านไม่ได้แปลว่าเขาไม่ต้องทำงานประจำหรืองานหลักนะครับ มันคือการ Work From Home คนเขาก็เอางานกลับมาทำที่บ้านกันทั้งนั้นสำหรับคนที่เป็นพนักงานออฟฟิศ และการทำงานที่บ้านนั้น ไม่เหมือนการทำงานที่ออฟฟิศ เวลาเลิกงานมันไม่แน่นอน

เผลอๆอาจต้องใช้เวลาทำมากกว่าอยู่ออฟฟิศอีกเพราะอุปกรณ์ช่วยเหลืออะไรต่างๆไม่ครบมือเท่าทำงานที่ออฟฟิศ แค่เน็ตบ้านถ้าช้ากว่าออฟฟิศ ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ๆที่ทำให้งานนั้นช้าลงแล้ว กรณีที่ต้องใช้โปรแกรม Zoom แล้ววิดีโอคอนเฟอเรนซ์หากันทำงานร่วมกัน

คือมันไม่ใช่ข้ออ้างของความขี้เกียจแบบที่คนเป็นไลฟ์โค้ชเข้าใจอะครับ มันคือ ข้อจำกัดของแต่ละคน ไม่ใช่ทุกคนที่หยุดอยู่บ้านจะมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นมากพอที่จะตัดแบ่ง ตัดซอยเวลาไปเพิ่มทักษะ ไปเรียนภาษา ไปเข้าคอร์สออนไลน์ หรือไปวางแผนหาอาชีพเสริมอะไรได้มากมาย นอกจากขับ Grab ขับ Food Panda

ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนที่ยังมีภาระงานประจำอยู่แล้วต้องเอางานกลับมาปั่นต่อที่บ้าน คำแนะนำของไลฟ์โค้ชจึงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรในเวลาแบบนี้ ถ้ายังเน้นการพูดให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจหรือทำให้คนอื่นฟังแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ กับข้อจำกัดของตัวเองจนไม่สามารถเอาเวลาไปพัฒนาตัวเองตามคำแนะนำของไลฟ์โค้ชได้

มีคำแนะนำก็มีได้ อยากโค้ชอะไรก็โค้ชได้ แต่ไม่ต้องพูดจาแบบกระทืบเขาให้จมแล้วดึงเขาขึ้นมา อันนี้ผมว่าไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าไรนะ หรือใครคิดอย่างไรบ้างครับ?

ที่มา นักยุทธศาสตร์ - The Strategist

Comments

THANNAM TAEKWONDO SPORT

เรารวบรวมข่าวสาร วงการกีฬาเทควันโด และการกีฬาต่อสู้ MArtial Art ทุกประเภท รวบรวม การแข่งขันในประเภทกีฬาต่าง ระบบการจัดการ สมัครแข่งขันออนไลน์ ในทุกกีฬา.