ในหลวง ร.9 และพระราชินี พระราชทานสัมภาษณ์ภาษาฝรั่งเศส


สถานีโทรทัศน์ RTS ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยแพร่คลิปวิดีโอของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานสัมภาษณ์ภาษาฝรั่งเศส ขณะประทับที่แคว้น Vaud, Villa du Flonzaley, Puidoux-Chexbres เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อเสด็จประพาสประเทศต่างๆ ในยุโรปกว่า 14 ประเทศ เมื่อปี 1960 (พ.ศ. 2503) พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระราชธิดาทั้งสองพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ครั้งยังทรงพระเยาว์ 

 

ในช่วงต้น ผู้สัมภาษณ์กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงคุ้นเคยกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นอย่างดี เพราะทรงประทับเพื่อเรียนหนังสือในช่วงพระชนมายุ 5-23 พรรษา จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตรัสแนะนำพระราชธิดาทั้งสองพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (5 พรรษาครึ่ง) และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี (3 พรรษาครึ่ง) เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า ได้ยินมาว่ามีอยู่พระองค์หนึ่งที่จะดูสุขุมกว่า พระองค์จึงตรัสตอบว่า เป็นองค์ฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ที่สุขุม และมีความเป็นหญิงมากกว่า อีกพระองค์หนึ่ง (สมเด็จพระเทพฯ) ร่าเริงกระฉับกระเฉงกว่า

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ตรัสตอบผู้สื่อข่าวที่พูดถึงการที่เสด็จประพาสประเทศในยุโรปกว่า 14 ประเทศว่า ไม่ใช่เพียงการนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากประเทศเหล่านั้น นำกลับไปพัฒนาที่บ้านเกิดที่เมืองไทยแต่เพียงอย่างเดียว แต่จุดประสงค์หลักคือ เพื่อสานสัมพันธไมตรีจิตต่อประเทศต่างๆ เป็นการแสดงออกซึ่งมิตรภาพอันดีระหว่างประเทศไทย และประเทศอื่นๆ แล้วจึงนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในชุมชน และจารีตประเพณีของไทยต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกิจวัตรในแต่ละวันของกษัตริย์ พระองค์ตรัสด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า ก็เริ่มจากตื่นบรรทม แต่ตามจริงแล้ว หากให้กล่าวถึงกิจวัตรประจำวันในแต่ละวัน ก็ยากที่จะอธิบายได้ เพราะแต่ละวันนั้นไม่เหมือนกัน ทรงมีพระราชกรณียกิจที่ต้องทำแตกต่างกันไปในแต่ละวัน

 

 

หากพูดถึงการดูแลปกครองบ้านเมือง ทรงอธิบายว่า พระองค์ไม่จำเป็นต้องเข้าประชุมในสภา คณะรัฐมนตรีสามารถประชุมพร้อมกับนายกรัฐมนตรีได้ หากแต่เมื่อใดที่ต้องการพบคณะรัฐมนตรี พระองค์สามารถเชิญเหล่าคณะเพื่อพบท่าน เพื่อปรึกษาหารือในปัญหา หรือประเด็นต่างๆ ในประเทศได้

ผู้สัมภาษณ์ทราบมาว่า เรื่องของสาธารณสุข เป็นเรื่องที่พระองค์สนพระราชหฤทัยมากที่สุด ทรงตรัสว่าสาธารณสุขเป็นปัญหาระดับโลก รัฐบาลของทุกประเทศควรให้ความสนใจ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน สำหรับประเทศไทย มีการรณรงค์เพื่อดูแลสุขภาพของชาวไทยมาโดยตลอด

เมื่อพูดถึงประเทศไทย สายตาชาวต่างชาติมองว่าเป็นประเทศแห่งความสุข เป็นเมืองแห่งสรวงสวรรค์ (City of Angels) และเป็นประเทศเสรีที่ร่มเย็นเป็นสุขมากกว่าประเทศรอบข้างที่มีปัญหาการเมือง พระองค์ตรัสตอบว่า เพราะเราชาวไทยรักษาจารีตประเพณีเดิมไว้ และยังคงรักใคร่ปรองดอง มีความสามัคคีกันอยู่เสมอ

ผู้สัมภาษณ์สอบถามเรื่องราวส่วนพระองค์ ถึงเรื่องกีฬา และดนตรี พระองค์ตรัสว่าทรงโปรดกีฬาแบดมินตัน ว่ายน้ำ และสกี ทรงเล่าถึงกีฬาของไทยอย่าง ว่าว และตระกร้อ ว่ามีวิธีเล่นคล้ายกีฬาวอลเล่ย์บอล แต่ห้ามใช้มือ ใช้เพียงเท้า เป็นกีฬาที่ผสมผสานระหว่างวอลเล่ย์บอล กับเทนนิส

 

 

ทรงโปรดเครื่องดนตรีแซกโซโฟนตั้งแต่พระชนมายุ 15 พรรษา หลังจากนั้นก็เริ่มลองเล่นเครื่องดนตรีประเภทอื่น ทรงประพันธ์ทำนองเพลง “ยามเย็น” เป็นเพลงที่ 2 ในชีวิต โดยเพลงแรกมิได้มีการเผยแพร่ เพราะยังไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย โดยเพลง “ยามเย็น” หรือชื่อภาษาอังกฤษ “Love at Sundown” ถูกนำไปบรรเลงในงานพระราชกุศลในกรุงเทพหลังประพันธ์เป็นที่สำเร็จ

เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามถึงเวลาในการประพันธ์ดนตรี พระองค์ตรัสว่าไม่เคยกำหนดเวลาที่แน่นอน เพราะอย่างที่ทรงตรัสไปเบื้องต้นว่า ในแต่ละวันของพระองค์ไม่เหมือนกัน เพราะงานของกษัตริย์มีเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าเวลาไหนพระองค์ก็ยังคงเป็นกษัตริย์ งานของพระราชาเป็นอาชีพที่พิเศษ เพราะไม่มีการเรียนการสอนโดยตรง ต้องมีความรู้รอบด้าน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่จะเข้ามาอยู่เสมอ

หากกล่าวถึงพระราชบุตร และพระราชธิดาของพระองค์ที่เปรียบเสมือน “เจ้าชาย” และ “เจ้าหญิง” ตัวน้อยๆ พระองค์ตรัสว่า ทุกพระองค์ยังคงเป็นเด็กทั่วไป ที่ต้องมีความสุข มีรอยยิ้ม ได้เล่นซน  และเรียนหนังสือ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีหน้าที่เป็นเจ้าฟ้าหญิง เจ้าฟ้าชายกันอยู่ดี และถึงแม้ในประเทศอื่นๆ อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ รวมไปถึงเหล่าเด็กๆ ทั่วโลกอาจมองว่าพระราชา เจ้าชายเจ้าหญิง เป็นบุคคลพิเศษราวกับเทพนิยาย ทั้งรวย ทั้งมีความสุข แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

พระองค์ตรัสถึงเรื่องการให้พระบรมราโชวาทต่อ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ว่า ทรงให้เรียนรู้ถึงหน้าที่ ที่จะต้องรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี คนธรรมดาทั่วไปมีกฎหมาย เพื่อให้เรากลัวทำผิดกฎหมาย เมื่อเราทำผิดจะมีตำรวจมาจับ มีศาลมาไต่สินความผิด เป็นต้น แต่เมื่อเราเป็นพระราชา เราอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นพระองค์จึงทรงพร่ำสอนเจ้าฟ้าชายอยู่เสมอ ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำด้วยตัวของพระองค์เอง

 

ขอบคุณคำแปลจาก FC Gen, Damien Fleury, Miranda Milan

คลิปวิดีโอจาก Les archives de la RTS

 

ขอบคุณเนื้อหาและที่มา 

ติดตามได้ที่ http://news.sanook.com/2084939/

Comments